10 ผลงานของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี
โดย น.ส. ไอย์นา ชูมรรคา
1.แม่พระรับสาร
แม่พระรับสาร (ภาษาอังกฤษ:Annunciation) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชีจิตรกรสมัยเรอเนซองส์ชาวอิตาลี ที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่หอศิลป์อุฟฟิซิ, ฟลอเรนซ์ในประเทศอิตาลี
เลโอนาร์โดเขียนภาพ “แม่พระรับสาร” ระหว่างปี ค.ศ. 1472 ถึงปี ค.ศ. 1475 เป็นภาพเหตุการณ์เทวดาเกเบรียลต่อพระแม่มารีย์ว่าจะทรงให้กำเนิดแก่พระเยซู เป็นฉากที่ดา วินชีตั้งในลานในสวนในวิลลาที่ฟลอเรนซ์[1]
เทวดาถือดอกลิลลิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ของพระแม่มารี กล่าวกันว่าปีกที่วาดดาวิชิวาดจากปีกของนกที่กำลังบิน แต่ปีกถูกวาดให้ยาวขึ้นโดยจิตรกรรุ่นต่อมา
เมื่อหอศิลป์อุฟฟิซิได้ภาพมาในปี ค.ศ. 1867 จากสำนักสงฆ์ซานบาร์โทโลเมโอแห่งมอนเตโอลิเวโตไม่ไกลจากฟลอเรนซ์ เป็นภาพที่ระบุว่าวาดโดยโดเมนนิโค เกอร์ลันเดา ที่เหมือนกับดา วินชีที่ฝึกงานกับอันดรีย เดล เวอร์โรชชิโอในปี ค.ศ. 1869 นักวิจารณ์ศิลปะบางคนเห็นว่าเป็นงานของดา วินชีเมื่อเพิ่งเริ่มเขียน
เวอร์โรชชิโอใช้สีที่มีตะกั่วและฝีแปรงที่หนัก และทิ้งจดหมายไว้ไห้ดา วิชีเขียนฉากหลังและเทวดาให้เสร็จ ดา วินชีใช้ฝีแปรงที่เบากว่าและสีที่ไม่มีตะกั่ว เมื่อเอ็กซเรย์ภาพงานของเวอร์โรชชิโอเห็นได้ชัดขณะที่งานของดา วินชีไม่ปรากฏ
โต๊ะหินอ่อนหน้าพระแม่มารีอาจจะเป็นที่เก็บศพของเปียโร ดิ โคสิโม เดอ เมดิชิในบาซิลิกาซานโลเร็นโซที่เวอร์โรชชิโอกำลังแกะอยู่ในช่วงนั้น
2.พระแม่มารีเบนัวส์
พระแม่มารีเบนัวส์ หรือ พระแม่มารีและพระบุตรกับดอกไม้ (อังกฤษ: Benois Madonna หรือ Madonna and Child with Flowers) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี จิตรกรสมัยเรอเนซองส์ชาวอิตาลี ที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก, สหพันธรัฐรัสเซีย
“พระแม่มารีเบนัวส์” อาจจะเป็นหนึ่งในงานเขียนพระแม่มารีที่เลโอนาร์โดกล่าวถึงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1478 อีกภาพหนึ่งอาจจะเป็นภาพ “พระแม่มารีกับดอกคาร์เนชั่น” ที่หอศิลป์เก่าที่มิวนิค
อาจจะเป็นไปได้ว่า “พระแม่มารีเบนัวส์” เป็นงานเขียนชิ้นแรกที่เขียนหลังจากที่เป็นอิสระจากอันเดรีย เดล เวอร์โรชชิโอ งานร่างสองชิ้นของภาพนี้เป็นของพิพิธภัณฑ์บริติช รอยยิ้มที่ไม่เผยอริมฝีปากทำให้น่าสันนิษฐานกันได้ว่าเป็นงานเขียนที่ยังไม่เสร็จเช่นภาพเขียนอื่นๆ ของเลโอนาร์โด
องค์ประกอบของภาพ “พระแม่มารีเบนัวส์” เป็นองค์ประกอบที่เป็นที่นิยมที่สุดอันหนึ่งของเลโอนาร์โดที่จิตรกรคนอื่นเลียนแบบกันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งราฟาเอลที่เขียนภาพที่คล้ายคลึงกันชื่อ “พระแม่มารีสีชมพู”
ภาพ “พระแม่มารีเบนัวส์” หายไปอยู่หลายร้อยปี จนในปีค.ศ. 1909 เมื่อสถาปนิกลิออง เบนัวส์ (Leon Benois) นำไปแสดงเป็นส่วนหนึ่งของงานสะสมของพ่อตาที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ภาพเขียนถูกนำจากอิตาลีไปรัสเซียโดยอเล็กซานเดอร์ คอร์ซาคอฟ ในคริสต์ทศวรรษ 1790 เมื่อคอร์ซาคอฟเสียชีวิต ลูกชายก็ขายให้กับพ่อค้าอัสตราคาน (Astrakhan) เป็นจำนวน 1400 รูเบิลส์และในที่สุดก็ผ่านมาเป็นของครอบครัวเบนัวส์ในปี ค.ศ. 1880 หลังจากถกเถียงกันเรื่องใครเป็นผู้เขียนที่แท้จริงอยู่เป็นนานลิอองก็ขายภาพในกับพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจในปี ค.ศ. 1914 ตั้งแต่นั้นมาภาพเขียนก็ตั้งแสดงอยู่ที่นั่น
3.พระแม่แห่งดอกคาร์เนชั่น
แม่พระแห่งดอกคาร์เนชัน (อังกฤษ: Madonna of the Carnation) หรือ แม่พระกับแจกัน (Madonna with vase) หรือ แม่พระกับพระกุมาร (Madonna with child) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชีจิตรกรคนสำคัญสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในอิตาลี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเดิม, มิวนิคในประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889 หลังจากอยู่ในมือผู้สะสมส่วนบุคคล
ดา วินชี เขียน “แม่พระแห่งดอกคาร์เนชัน” ราวระหว่างปี ค.ศ. 1478 ถึงปี ค.ศ. 1480 ซึ่งเป็นสมัยเรอเนซองส์ตอนต้น ใจกลางภาพเป็นพระนางมารีย์พรหมจารีและพระกุมารเยซูบนพระเพลา แม่พระทรงแต่งองค์ด้วยเครื่องทรงที่หรูหราและทรงสวมอัญมณี ในพระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกคาร์เนชั่นซึ่งตีความหมายว่าเป็นสัญลักษณ์ของการหายจากความเจ็บป่วย พระพักตร์ของพระองค์ฉายด้วยแสงที่สว่างกว่าส่วนอื่นๆ ของภาพเช่นดอกคาร์เนชั่นที่บังอยู่ในเงา พระกุมารทรงแหงนมองมาทางพระพักตร์พระมารดาขณะที่พระมารดาทรงมองสวนลงมาแต่มิได้ทรงสบพระเนตรกัน ตัวแบบนั่งอยู่ในห้องที่มีหน้าต่างสองบานสองข้าง
เดิมเชื่อกันว่าเป็นภาพที่เขียนโดยอันเดรอา เดล แวร์รอกกีโอแต่นักประวัติศาสตร์ศิลปะตกลงกันว่าเป็นงานของดา วินชี
แม่พระและพระกุมารเป็นหัวเรื่องของศิลปะศาสนาคริสต์ที่นิยมเขียนกันในสมัยกลาง ภาพเขียนนี้เป็นภาพเดียวของเลโอนาร์โด ดา วินชีที่ตั้งแสดงอย่างถาวรในประเทศเยอรมนี
4.นักบุญเจอโรมในป่า
นักบุญเจอโรมในป่า (อังกฤษ: St. Jerome in the Wilderness) เป็นจิตรกรรมที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชีจิตรกรสมัยเรอเนซองส์ชาวอิตาลี ที่เขียนราวปี ค.ศ. 1480 ในปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน, โรมในประเทศอิตาลี
ภาพนี้เป็นภาพของนักบุญเจอโรมระหว่างที่ไปวิปัสสนาอยู่ในทะเลทรายที่ซีเรียโดยใช้ชีวิตอย่างฤๅษี ที่เท้ามีสิงห์โตที่หมอบเชื่องเป็นเพื่อนอยู่ หลังจากที่นักบุญเจอโรมช่วยถอนหนามออกจากอุ้งตีนให้ สิงห์โตจึงเป็นเครื่องหมายแทนตัวอย่างหนึ่งของนักบุญเจอโรม ทางด้านซ้ายของภาพในฉากหลังเป็นภูมิทัศน์ที่เป็นหินอยู่กลางหมอกซึ่งเลโอนาร์โดใช้เทคนิค “sfumato” ที่มีชื่อเสียงในการเขียน ปากช่องบนผาทางขวายังอยู่ในระหว่างการร่าง ที่เห็นชัดอยู่อย่างเดียวคือวัดบนร่างบาซิลิกา ซึ่งเป็นการแสดงความสำคัญของนักบุญเจอโรมในคริสต์ศาสนาตะวันตกว่าเป็นคนหนึ่งในคริสต์ศาสนปราชญ์
5.พระแม่มารีแห่งภูผา
พระแม่มารีแห่งภูผา (อังกฤษ: Virgin of the Rocks) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันสองภาพที่มีลักษณะการวางภาพที่เหมือนกันที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชีจิตรกรคนสำคัญสมัยเรอเนซองส์ชาวอิตาลี ที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีสและเลโอนาร์โด ดา วินชียังได้วาดภาพนี้ขึ้นอีกชิ้นและปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่หอศิลป์แห่งชาติ, ลอนดอนในอังกฤษ
ภาพในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์
ภาพที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เขียนราวระหว่างปี ค.ศ. 1483 ถึงปี ค.ศ. 1486 หรือก่อนหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าเป็นงานเขียนของดา วินชี และเป็นงานเขียนก่อนชิ้นที่อยู่ที่ลอนดอน[1] การใช้ฝีแปรงที่ละเอียดและการใช้ค่าต่างแสง เป็นลักษณะที่เห็นในงานเขียนอื่นหลายชิ้นของดา วินชี ภาพนี้สูงกว่าภาพลอนดอนราว 8 เซนติเมตร บันทึกแรกที่กล่าวถึงภาพนี้บันทึกใน ค.ศ. 1625 เมื่อตกไปเป็นของฝรั่งเศส
ภาพในพิพธภัณฑ์หอศิลป์แห่งชาติ
ภาพในหอศิลป์แห่งชาติเป็นภาพเขียนที่เกือบเหมือนกับภาพแรกและเชื่อกันว่าเขียนโดยดา วินชีเช่นกัน ที่อาจจะเขียนก่อน ค.ศ. 1508 ภาพนี้อาจจะมีผู้ช่วยๆ เขียนบางบริเวณของภาพ เป็นภาพที่เขียนสำหรับชาเปลภราดรภาพ Confraternity of Immaculate Conception ของวัดซานฟรานซิสโคกรานเดในมิลาน วัดซานฟรานซิสโคขายภาพนี้อาจจะราว ค.ศ. 1781 แต่ที่แน่คือใน ค.ศ. 1785 ให้กับกาวิน แฮมมิลตันผู้นำกลับไปอังกฤษ หลังจากผ่านมือไปยังงานสะสมต่างๆ ในที่สุดหอศิลป์แห่งชาติ, ลอนดอนก็ซื้อภาพนี้ใน ค.ศ. 1880
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2005 เมื่อใช้เครื่องสะท้อนอินฟรา-เรด (reflectogram) ก็พบว่าภาพใต้ภาพที่เห็นเป็นภาพเขียนอีกภาพหนึ่ง ที่เชื่อกันว่าเป็นภาพเหมือนของสตรีคุกเข่าที่อาจจะอุ้มเด็กไว้ในมือหนึ่งและอีกมือหนึ่งยื่นออกไป นักค้นคว้าบางคนเชื่อว่าความตั้งใจเดิมของดา วินชีคือการเขียนภาพการชื่นชมของพระบุตร[2] นอกจากนั้นก็ยังมีการแก้อื่นๆ เมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องสะท้อนอินฟรา-เรดหรือเอ็กซเรย์
ภาพในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์
ภาพในพิพธภัณฑ์หอศิลป์แห่งชาติ
6.พระกระยาหารมื้อสุดท้าย
พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย หรือ The Last Supper ในภาษาอังกฤษ และ Il cenacolo หรือ L'ultima cena ในภาษาอิตาลี เป็นจิตรกรรมฝาผนัง ที่วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ให้แก่ผู้อุปถัมภ์ดยุก โลโดวิโค สฟอร์ซา (Lodovico Sforza) เป็นภาพที่มาจากพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู ก่อนที่พระองค์จะทรงถูกนำไปตรึงกางเขนซึ่งเป็นข้อมูลที่มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ภาพวาดนี้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เนื่องจากถูกวาดด้วยปูนเปียกบนผนัง ภาพวาดนี้ยังถือว่าเป็นภาพวาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่ยังคงสภาพให้มองเห็นได้ในปัจจุบัน และยังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบรรดาจิตรกรรมที่รู้จักกันอยู่ทั่วโลก
ภาพวาดนี้ยังเป็นแกนสำคัญของการเดินเรื่องราวของนวนิยายชื่อดังของโลก รหัสลับดาวินชี ที่มีเนื้อหาระบุว่า เลโอนาร์โด ดา วินชี ได้แฝงปริศนาความลับไว้ในภาพโดยแสดงถึงสาวกหญิงใกล้ชิดผู้หนึ่งซึ่งมีสัมพันธ์กับพระเยซู ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากศาสนาจักรคาทอลิกอย่างรุนแรง
ภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย เป็นภาพที่บรรยายให้เห็นถึงปฏิกิริยาของแต่ละอัครสาวก ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง คือเมื่อพระเยซูได้ทำนายว่า หนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะอาหารมื้อนั้นจะทรยศพระองค์ โดยชื่อของอัครสาวกถูกระบุจาก (The Notebooks of Leonardo Da Vinci หน้า 232) ในศตวรรษที่ 19 โดยเรียงลำดับจากซ้ายไปขวาแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้ (เรียงลำดับจากหน้าไม่ใช่การนั่ง)
ภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย เป็นภาพที่บรรยายให้เห็นถึงปฏิกิริยาของแต่ละอัครสาวก ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง คือเมื่อพระเยซูได้ทำนายว่า หนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะอาหารมื้อนั้นจะทรยศพระองค์ โดยชื่อของอัครสาวกถูกระบุจาก (The Notebooks of Leonardo Da Vinci หน้า 232) ในศตวรรษที่ 19 โดยเรียงลำดับจากซ้ายไปขวาแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้ (เรียงลำดับจากหน้าไม่ใช่การนั่ง)
- บาร์โทโลมิว, เจมส์ ลูกของอัลเฟียส และ แอนดูรว์ ทั้งกลุ่มแสดงอาการตกใจ
- จูดาส์ อิสคาริออท, ปีเตอร์ และ จอห์น จูดาส์ใส่ชุดสีเขียวและสีน้ำเงินผงะถอยหลังเมื่อแผนถูกเปิดโปงอย่างกะทันหัน ปีเตอร์มีท่าทางโกรธและในมือขวาถือมีดชี้ออกจากพระเยซู และอัครสาวกที่อายุน้อยที่สุด จอห์นดูเหมือนจะเป็นลม
- พระเยซู
- ทอมัส, นักบุญเจมส์ใหญ่ และ ฟิลลิป ทอมัสแสดงท่าทางหงุดหงิด เจมส์ดูตะลึงพร้อมยกมือขึ้นกลางอากาศ ส่วนฟิลลิปดูเหมือนกำลังขอคำอธิบาย
- มัทธิว, จูด แทดเดียส และ ไซมอนซีลลอท ทั้งมัทธิว และจูด แทดเดียส หันไปคุยกับไซมอน
7.โมนาลิซา
โมนาลิซา (อังกฤษ: Mona Lisa) หรือ ลาโจกอนดา (อิตาลี: La Gioconda) หรือ ลาโชกงด์ (ฝรั่งเศส: La Joconde) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16ระหว่าง พ.ศ. 2046 (ค.ศ. 1503) ถึงปี พ.ศ. 2050 (ค.ศ. 1507) เป็นภาพที่มีชื่อเสียงทั่วโลกภาพหนึ่ง เป็นที่รู้จักในฐานะภาพของสุภาพสตรีที่มีรอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศส และเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ที่มาของชื่อ
คำว่า "โมนาลิซา" นั้น ได้ถูกตั้งขึ้นโดยจอร์โจ วาซารี (Giorgio Vasari) ศิลปิน และนักชีวประวัติชาวอิตาลี หลังจากดา วินชีได้เสียชีวิตไป 31 ปี ในหนังสือที่เขาตีพิมพ์นั้นได้บอกไว้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ในรูปนั้นคือ ลีซา เกอราร์ดีนี ภรรยาของขุนนางนักธุรกิจไหมผู้มั่งคั่ง ชาวเมืองฟลอเรนซ์นามว่า ฟรานเชสโก เดล โจกอนโด (Francesco del Giocondo)
คำว่า โมนา" (Mona) ในภาษาอิตาลีนั้นก็คือคำว่า มาดอนนา (madonna) คุณผู้หญิง (my lady) หรือ มาดาม (Madam) ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นความหมายของชื่อนั้นก็คือ "มาดาม ลิซา" แต่ในปัจจุบัน บางครั้งก็จะใช้คำว่า มอนนา ลิซา (Monna Lisa)
ประวัติ
ในปี ค.ศ. 1516 (พ.ศ. 2059) ดา วินชีได้นำภาพจากอิตาลีไปที่ฝรั่งเศส ด้วยพระราชประสงค์ของพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ที่ทรงปรารถนาที่จะให้ศิลปินทั้งหลายมารวมตัวทำงานกันที่ Clos Lucé ใกล้กับปราสาทในเมืองอัมบัวส์ และยังทรงให้ ดา วินชี วาดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์อีกด้วย หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงซื้อภาพโมนาลิซ่า ในราคา 4,000 เอกือ
ในปี ค.ศ. 1519 (พ.ศ. 2062) ดา วินชี ได้เสียชีวิตที่เมืองอัมบัวส์ ประเทศฝรั่งเศส รวมอายุได้ 67 ปีและต่อมาภาพโมนาลิซ่าถูกนำไปเก็บไว้ที่ พระราชวังฟงเตนโบล ต่อมาก็ในพระราชวังแวร์ซาย หลังจากสิ้นสุดการปฏิวัติฝรั่งเศส ก็ถูกไปนำเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ในห้องสรงของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ในพระราชวังตุยเลอรี แล้วในที่สุดก็ได้กลับมาที่พิพิธภัณฑ์เหมือนเดิมตอนที่ ดา วินชี เสียชีวิตแล้วได้ยกสมบัติและภาพวาดทั้งหมดให้เป็นมรดกของผู้ติดตามของเขา ฟรานเซสโก เมลซิ (Francesco melci) และเมื่อฟรานเซสโก เมลซิ เสียชีวิตลงก็ไม่ได้ยกมรดกให้ใคร มรดกก็เริ่มกระจัดกระจาย ในช่วงสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ระหว่างปี พ.ศ. 2413 - 2414 ภาพได้ถูกนำออกจากพิพิธภัณฑ์ ไปซ่อนไว้ในที่ลับในประเทศฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ภาพโมนาลิซ่าถูกโจรกรรมออกจากพิพิธภัณฑ์ ซึ่งกว่าจะค้นพบเธอก็ได้ใช้เวลาไปถึง 2 ปี ซึ่งได้พบในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ปัจจุบันเธอถูกดูแลรักษาอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุน พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ อันเป็นเครื่องหมายสากลว่า โมนา ลิซา จะไม่มีวันที่จะได้เคลื่อนย้ายไปแสดงที่ไหนอีกเป็นเด็ดขาด
ทฤษฎีสมทบ
กล่าวกันว่าภาพวาดนี้ ดา วินซี ตั้งใจจะวาดภาพของตนเองเมื่อเป็นหญิง และภาพวาดชิ้นนี้เมื่อส่องกับกระจกเงา จะพบว่ามุมการมองภาพรู้สึกเป็นธรรมชาติไม่แตกต่างจากการมองแบบปกติ เหมือนที่ ดา วินชี กล่าวไว้ว่า "ภาพเขียนที่จิตรกรจะคิดว่าสวยงามในทุก ๆ ด้านและทุก ๆ มุมมอง ต้องพิจารณาภาพภาพในกระจกเงา" และจากการฉายรังสีที่ภาพวาด ทำให้พบว่าภาพเขียนนี้ถูกซ่อนเจตนาที่แท้จริงหลายอย่าง และยังเคยถูกเขียนทับอีกด้วย
8.พระนางพรหมจารีและพระกุมารกับนักบุญอันนา
พระนางพรหมจารีและพระกุมารกับนักบุญอันนา (อังกฤษ: The Virgin and Child with St. Anne) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี จิตรกรยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาคนสำคัญชาวอิตาลี ที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ปารีสในประเทศฝรั่งเศส
“พระนางพรหมจารีและพระกุมารกับนักบุญอันนา” เป็นงานที่เขียนราวปี ค.ศ. 1508 เป็นภาพของนักบุญอันนา พระนางพรหมจารีมารีย์ และพระกุมารเยซู พระกุมารกำลังไขว่คว้าแกะซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระมหาทรมานของพระเยซู ขณะที่พระแม่มารีย์ทรงพยายามรั้งไว้ ภาพเขียนไดัรับจ้างให้เขียนสำหรับเป็นฉากแท่นบูชาเอกที่บาซิลิกาเดลลาซานทิซซิมาอันนันซิอาตาแห่งฟลอเรนซ์ (Santissima Annunziata, Florence) และเป็นหัวเรื่องที่ดา วินชีครุ่นคิดมานาน
ประวัติ
ในปี ค.ศ. 1498 เลโอนาร์โดศึกษาการวางตัวแบบทั้งสามในรูปเดียวกันโดยร่างภาพ “พระนางพรหมจารีและพระกุมารกับนักบุญอันนาและนักบุญยอห์นแบปติสต์” (หอศิลป์แห่งชาติ, ลอนดอน, อังกฤษ ) ซึ่งประกอบด้วยตัวแบบทั้งสามและนักบุญจอห์นแบ็พทิสต์เมื่อยังเป็นเด็ก ภาพร่างอีกภาพหนึ่งที่วาดก่อนหน้านั้นตั้งแสดงอยู่ที่บาซิลิกาซานทิซซิมาอันนันซิอาตา ในปี ค.ศ. 1501 แต่ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว
ภาพนี้เป็นภาพที่เขียนในบั้นปลายชีวิตของเลโอนาร์โดเมื่อหันไปให้ความสนใจในด้านคณิตศาสตร์และอื่น ๆ เลโอนาร์โดอาจจะเขียนภาพไม่เสร็จเพราะมัวแต่ไปสนใจสิ่งอื่นๆ
นอกจากสัญลักษณ์เกี่ยวกับลูกแกะที่กล่าวข้างบนแล้ว ฟราปีเอโตร ดา โนเวลลาราผู้เป็นรองอธิการคณะคาร์เมไลท์ก็ยังให้ความหมายที่มีความสำคัญต่อภาพเพิ่มเติม ดา โนเวลลาราเชื่อว่าใบหน้าที่สงบของนักบุญอันนาที่ตรงกันข้ามกับความพะวักพะวนของพระแม่มารีย์ “อาจจะแทนความรู้สึกของทางสถาบันศาสนาที่ไม่ต้องการให้พระมหาทรมานของพระเยซูถูกระงับ”
โครงร่างของภาพเป็นแบบสามเหลี่ยมปิรามิดซึ่งมีอิทธิพลต่อราฟาเอลและอันเดรอา เดล ซาร์โต องค์ประกอบของภาพเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ประติมากรของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา อันเดรอา ซานโซวีโน (โบสถ์ซานอากอสติโน, โรม) และงานที่มีชื่อเสียงน้อยกว่าโดยฟรันเชสโก ดา ซันกัลโล (Francesco da Sangallo) (ออร์ซันมีเกเล เมืองฟลอเรนซ์)
9.พระแม่มาลีรีกับไม้ปั่นด้าย
พระแม่มารีกับไม้ปั่นด้าย (ภาษาอังกฤษ: Madonna of the Yarnwinder) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชีจิตรกรสมัยเรอเนซองส์คนสำคัญชาวอิตาลี ที่เป็นงานสะสมส่วนบุคคล
“พระแม่มารีกับไม้ปั่นด้าย” ราว ค.ศ. 1501 เป็นหัวเรื่องของภาพสีน้ำมันหลายภาพที่เขียนหลังจากที่ภาพเขียนต้นฉบับสูญหายไป เป็นภาพของพระแม่มารีและพระบุตรที่ต่างมองไม้ปั่นด้ายที่พระแม่มารีใช้ด้วยความละห้อย ไม้ปั่นด้ายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความอยู่กับเรือนและสัตยกางเขน (True Cross) ที่พระเยซูจะทรงถูกตรึงต่อมา หรืออาจจะเป็นนัยถึงชะตาซึ่งในตำนานสมัยโบราณใช้ไม้ปั่นด้ายเป็นสัญลักษณ์ ภาพนี้มีด้วยกันอย่างน้อยสามภาพที่เป็นของส่วนบุคคล สองภาพอยู่ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งภาพหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “พระแม่มารีแลนด์สดาวน์” (The Landsdowne Madonna)
ภาพเขียนต้นฉบับอาจจะเป็นงานที่จ้างโดยฟลอริมุนด์ โรแบร์เตท์องคมนตรีต่างประเทศในพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส
ภาพที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นงานของดา วินชิมากที่สุดเป็นของริชาร์ด สกอตต์ ดยุคแห่งบุคคล็อยช์ที่ 10 (Richard Scott, 10th Duke of Buccleuch) ที่แขวนอยู่ที่ปราสาทดรัมแลนริก (Drumlanrig Castle) ที่ดัมฟรีย์สและกาลลาเวย์ในสกอตแลนด์จนกระทั่งถูกขโมย
ในปี ค.ศ. 2003 ภาพเขียนถูกขโมยโดยโจรสองคนที่ทำตัวกลืนกับนักท่องเที่ยว แต่ก็ได้คืนมาหลังจากตำรวจเข้าบุกค้นสำนักงานทนายความในกลาสโกว์ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 ซึ่งทางสำนักงานทนายความกล่าวว่าไม่มีอะไรที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายนอกไปจากคำอธิบายที่ไม่น่าตื่นเต้นอะไร[2] มีผู้ถูกจับสี่คนรวมทั้งทนายสองคนจากสองสำนักงานซึ่งกล่าวว่าเป็นแต่เพียงตัวแทนตรวจดูสัญญาระหว่างลูกค้าสองฝ่ายเท่านั้น
10.พระแม่มารีให้นม
พระแม่มารีให้นม (ภาษาอังกฤษ: Madonna Litta) เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี [1] จิตรกรสมัยเรอเนซองส์ชาวอิตาลี ที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในสหพันธรัฐรัสเซีย
เลโอนาร์โดเขียนภาพ “พระแม่มารีให้นม” ราวปี ค.ศ. 1490 เป็นภาพที่พระแม่มารีกำลังให้นมแก่พระบุตร แต่ท่าทางเก้งก้างของพระบุตรทำให้นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าบางส่วนของภาพอาจจะเขียนโดยโบลทราฟฟิโอผู้เป็นลูกศิษย์ของดา วินชี อีกข้อหนึ่งที่ทำให้สันนิษฐานว่าดา วินชีให้ลูกศิษย์เขียนให้เสร็จคือจากเส้นของของพระแม่มารีและพระบุตรดูแข็งกว่างานอื่นของดา วินชี และฉากหลังที่เรียบ
ภาพ “พระแม่มารีให้นม” เป็นภาพที่เขียนให้กับตระกูลวิสคอนติประมุขแห่งมิลาน ต่อมาตกไปเป็นของตระกูลลิตตาที่เป็นเจ้าของต่อมาอีกหลายร้อยปี ในปี ค.ศ. 1865, ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซียซื้อจากเคานท์ลิตตา และเก็บภาพไว้ที่พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจที่เป็นที่ตั้งของภาพมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ภาพเขียนปรากฏในภาพยนตร์ รหัสลับดาวินชี
อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย (wikipedia)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น